LOGIN / REGISTER
OR
New Register
การดำเนินการต่อถือว่าคุณยอมรับ
Terms of Use and Privacy Policy
เราอาจส่งข่าวสารให้ท่าน ท่านสามารถปิดการรับข่าวสาร
ได้โดยเปลี่ยนการตั้งค่าในบัญชีของท่าน
เราจะไม่ส่งข่าวสารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่าน
LOGIN / REGISTER
New Register
Or Login By
OR
Order by Guest Account
การดำเนินการต่อถือว่าคุณยอมรับ
Terms of Use and Privacy Policy
เราอาจส่งข่าวสารให้ท่าน ท่านสามารถปิดการรับข่าวสาร
ได้โดยเปลี่ยนการตั้งค่าในบัญชีของท่าน
เราจะไม่ส่งข่าวสารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่าน
MY CART
Manage Item
ยังไม่มีคำสั่งซื้อ
You might also like
PRODUCTS
CUSTOMER SERVICE
ABOUT US
PROMOTION
REWARDS
HELPING
7 นิสัย ทำร้ายความจำ แบบไม่รู้ตัว
7 นิสัย ทำร้ายความจำ แบบไม่รู้ตัว

          ใครเคยลืมของบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เมื่อก่อนจำแม่นสุดๆ บ้าง?
          จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องของ “อายุ” ที่มากขึ้น แต่หลายครั้งสมองของเราได้รับผลกระทบจาก นิสัยเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ที่เรามักมองข้ามไปต่างหาก
          นิสัยประจำวันของคนเราที่รวมไปถึงความคุ้นเคยหรือความเคยชินนั้น ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลระยะยาวต่อสมอง - อวัยวะที่รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ การตัดสินใจ และความจำของเราโดยตรง การเลือกใช้ชีวิตในแต่ละวัน เช่น การนอนหลับ การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ล้วนมีผลต่อการทำงานของสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาวทั้งสิ้น
          ดร.จอน อาร์ทซ์ (Jon Artz, M.D.) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา กล่าวว่า มนุษย์เริ่มสูญเสียเนื้อเยื่อสมองตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม สมองของบางคนสามารถ “ชดเชย” การเสื่อมถอยนี้ได้ดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการรับรู้ที่ลดลง (cognitive reserve)” หรือความสามารถของสมองในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตามอายุ
          แม้เราจะไม่สามารถหยุดยั้งกาลเวลาได้ แต่นิสัยที่ดีสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้อย่างไม่น่าเชื่อ มาดูกันว่า “7 นิสัย” ที่อาจส่งผลเสียต่อความจำมีอะไรบ้าง และคุณจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้สมองเฉียบคม หรือทำความรู้จัก วิธีดูแลป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมถอยไปได้อีกนาน ดังต่อไปนี้

 

          1.นอนหลับไม่เพียงพอ
          การละเลยการนอนหลับถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ทำร้ายความจำมากที่สุด เพราะการนอนน้อยหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ สามารถนำคุณไปสู่การมีภาวะสมาธิสั้น เหนื่อยล้า และหงุดหงิดง่าย “ถ้าคุณไม่มีสมาธิ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจดจำข้อมูลใหม่ ๆ ได้” อีกทั้งการนอนหลับลึก (deep sleep) มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและจัดเก็บความทรงจำ หากขาดช่วงเวลานี้ สมองจะไม่สามารถประมวลผลข้อมูลที่ได้รับในระหว่างวันได้เต็มที่ ส่งผลให้ทั้งการจำและการเรียนรู้ลดลง การนอนหลับยังมีบทบาทสำคัญต่อการ “ล้าง” ของเสียในสมอง กระบวนการซ่อมแซมเซลล์สมอง และการจัดเก็บความจำ อีกด้วย

          2.ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
          การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ส่งผลต่อหลอดเลือด สมอง เซลล์ประสาท และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของสมองเสื่อม ซึ่งแอลกอฮอล์ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือสมองของมนุษย์เลย และถ้าหากคุณไม่เคยดื่ม ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่ม และถ้าคุณดื่มอยู่แล้ว ควรค่อย ๆ ลดปริมาณลง

          3.พึ่งพา AI มากเกินไป
          เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตเราในหลายด้าน แต่ก็อาจมีผลต่อสมองด้วยเช่นกัน ดร.คิมเบอร์ลี

จอห์นสัน แฮตเชตต์ (Kimberly Johnson Hatchett, M.D.) นักประสาทวิทยาอธิบายว่า “งานวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า เมื่อเราใช้ AI มากเกินไป สมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงสร้างสรรค์และการใช้เหตุผลเชิงตรรกะอาจถูกใช้น้อยลง” แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลแน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรใช้ AI อย่างสมดุล และอย่าลืมฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เช่น การแก้ปัญหา การอ่าน หรือการเขียน เพื่อให้สมองยังคงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

          4.บริโภคน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวมากเกินไป
          อาหารที่มีน้ำตาลสูงและไขมันอิ่มตัวจำนวนมาก อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของสมอง ควรจำกัดอาหารทอดและของหวานไม่เกินเดือนละสองครั้ง เพราะอาหารเหล่านี้มักเต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว โซเดียม และน้ำตาล ซึ่งล้วนขัดขวางการสื่อสารของเซลล์สมอง และในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังมีความเสี่ยงสูงต่อโรคสมองเสื่อมอีกด้วย ซึ่งการจำกัดอาหารทอดและของหวานที่กล่าวไปข้างต้นนั้น เรายังควรกินอาหารที่ดีต่อสมองควบคู่กันไปอีกด้วย เช่น • ปลาและแหล่งโอเมก้า 3 จากพืช • โปรตีนไขมันต่ำ • ผักใบเขียวและผักผลไม้หลากสี • อาหารหมักดองที่ช่วยเสริมสุขภาพลำไส้

          5.นั่งนิ่งนานเกินไป
          วิถีชีวิตสมัยใหม่ทำให้เรานั่งอยู่กับที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือการนั่งในระหว่างการเดินทาง ซึ่งการใช้ชีวิตแบบไม่ขยับร่างกายเลย ส่งผลเสียต่อสุขภาพองค์รวม รวมไปถึงสมอง การขยับร่างกายด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง และเพิ่มสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความจำ ลองตั้งเป้าออกกำลังกายประมาณ 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

          6.ไม่จัดการความเครียด
          ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไป ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่หลั่งออกมาอาจส่งผลเสียต่อสมอง โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความจำ เพราะ “ความเครียดขโมยความทรงจำของเราไป” จึงควรหาวิธีผ่อนคลายอย่างเหมาะสม เช่น • การหายใจแบบ Box Breathing • การเดินเล่นในธรรมชาติ

• การเขียนบันทึกความรู้สึก กิจกรรมเหล่านี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ได้จริง

          7.ไม่ตรวจเช็กความดันโลหิต
          รู้ไหมว่า ภาวะความดันโลหิตสูงเกินไป สามารถทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในสมองได้ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ในระยะยาว คำแนะนำคือ ควรวัดความดันเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยใช้เครื่องวัดแบบ “ปลอกแขน” เพื่อความแม่นยำ และอย่ารอให้มีอาการ ตรวจไว้ก่อน ป้องกันได้ดีกว่า


          การดูแลสมองให้แข็งแรงไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แค่เริ่มต้นจากนิสัยเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การนอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนนิสัยที่แอบทำร้ายความจำของเราแบบไม่รู้ตัว เราสามารถลดหรือเลื่อนการเกิดสมองเสื่อมได้ หากจัดการปัจจัยที่ควบคุมได้ไว้ดี และต้องเริ่มทำในวันนี้ จะได้กลายเป็นพื้นฐานของสมองที่แข็งแรงและความจำที่ดีในอนาคต

          วิธีดูแลป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมถอยไปได้อีกนาน

          1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที

          2.ควบคุมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ตรวจและควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมัน, รักษาน้ำหนักให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม

          3.เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสมอง เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ปลา ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว, ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่

          4.ใช้สมอง & มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เล่นเกมท้าทายสมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พบปะผู้คน ไม่อยู่คนเดียวมากเกินไป

          5.ลดเวลานั่งนิ่งนาน แม้จะออกกำลังกายแล้ว แต่หากนั่งนิ่งเป็นเวลานานก็มีผลเสียต่อร่างกายได้

          6.นอนหลับให้เพียงพอ & จัดการความเครียด ให้ได้คุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม, หลีกเลี่ยงภาวะเครียดเรื้อรัง เพราะมีผลกับสมอง

          7.กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง
  • ปลาไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ฯลฯ อุดมด้วยกรดไขมัน โอเมกา-3 โดยเฉพาะ DHA ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์สมอง และช่วยลดความเสี่ยงภาวะลดประสิทธิภาพความจำตามวัย
  • ผักใบเขียว เช่น ผักโขม เคล บร็อคโคลี่ มีวิตามิน K โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดอัตราการเสื่อมของสมอง
  • เบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหาย
  • ถั่วและเมล็ด เช่น วอลนัต เมล็ดฟักทอง — มีไขมันดี วิตามิน E และสารอื่น ๆ ที่ช่วยบำรุงสมอง
  • ไข่ เป็นแหล่งของโคลีน (choline) ซึ่งสำคัญต่อการส่งสัญญาณสมอง และช่วยเรื่องความจำ
  • น้ำมันมะกอก เป็นแหล่งไขมันดีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสมอง
  • พรมมิ หรือ ต้นพรมมิ (Bacopa) เป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านที่มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องของการบำรุงสมอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองในด้านความจำ การเรียนรู้ ชะลอ ป้องกัน หรือลดอาการหลงลืม
  • โสม หรือ สารสกัดจากโสม มีสารสำคัญชื่อว่า จินเซโนไซด์ (Ginsenosides) ที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทำให้เซลล์สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ จึงสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เพิ่มพลังงานและลดความเหนื่อยล้าของสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิดีขึ้น
  • วิตามินบี 12 เป็นสารอาหารจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง มีส่วนสำคัญในการบำรุงสมอง ฟื้นฟูสมองที่อ่อนล้า โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมพลังงานแก่เซลล์สมอง และป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท

ที่มา: [1] https://www.eatingwell.com/everyday-habits-hurting-your-memory-11804198 7 นิสัยประจำวันที่อาจทำร้ายความจำของคุณ โดยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ By Allison Knott, MS, RDN, CSSD | Published on September 6, 2025
แชทผ่านไลน์ @Liveandfit